วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555



รายนามประธานาิบดีฝรั่งเศส


ลำดับรายนามพรรคการเมืองวาระ
สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 2 (1848 - 1852)
1หลุยส์-นโปเลียน โบนาปาร์ตโบนาปาร์ตนิยม1848 - 1852
สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 3 (1870 - 1940)
2อาดอลฟ์ ตีแยร์ออร์เลอ็องนิยม1871 - 1873
3ปาทริส เดอ มัก-มาองนิยมกษัตริย์1873 - 1879
4ฌูล เกรวีสาธารณรัฐ-กลาง1879 - 1887
5ซาดี การ์โนสาธารณรัฐ-ซ้าย1887 - 1894
6ฌ็อง กาซีมีร์-แปรีเยกลาง1894 - 1895
7เฟลิกซ์ โฟร์กลาง1895 - 1899
8เอมีล ลูแบARD1899 - 1906
9อาร์ม็อง ฟาลีแยร์ARD - PRD1906 - 1913
10แรมง ปวงกาเรPRD - ARD1913 - 1920
11ปอล เดชาแนลARD - PRDS1920
12อาเล็กซ็องดร์ มีลร็องอิสระ1920 - 1924
13กัสตง ดูแมร์กราดีกาล1924 - 1931
14ปอล ดูเมราดีกาล1931 - 1932
15อาลแบร์ เลอเบริงAD1932 - 1940
ฝรั่งเศสเขตวีชี (1940 - 1944)
คณะรัฐบาลเฉพาะกาลฯ (1944 - 1947)
สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 4 (1947 - 1958)
16แว็งซ็อง โอรียอลSFIO1947 - 1954
17เรอเน กอตีCNIP1954 - 1959
สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 5 (1958 - ปัจจุบัน)
18ชาร์ล เดอ โกลUNR - UDR1959 - 1969
19ฌอร์ฌ ปงปีดูUDR1969 - 1974
20วาเลรี ฌิสการ์ แด็สแต็งFNRI - UDF1974 - 1981
21ฟร็องซัว มีแตร็องพรรคสังคมนิยม (PS)1981 - 1995
22ฌัก ชีรักRPR - UMP1995 - 2007
23นีกอลา ซาร์กอซีUMP2007 - 2012
24ฟร็องซัว ออล็องด์ พรรคสังคมนิยม (PS)2012 - ปัจจุบัน

 François Gérard Georges Nicolas Hollande

       (12 สิงหาคม ค.ศ. 1954) คือประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ออล็องด์ได้รับเลือกตั้งในวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 2012 ด้วยคะแนนเสียงประมาณร้อยละ 51.90[1] เขาเป็นผู้แทนราษฎรจากเขตเลือกตั้งที่ 1 ของจังหวัดกอแรซในช่วงปี ค.ศ. 1988 – 1993 และ ค.ศ. 1997 ถึงปัจจุบัน เขาเคยดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคสังคมนิยมในช่วงปี ค.ศ. 1997 – 2008 เป็นประธานสภาเทศบาลกอแรซตั้งแต่ปี ค.ศ. 2008 รวมถึงเป็นนายกเทศมนตรีเมืองตูลในช่วงปี ค.ศ. 2001  – 2008 อีกด้วย 
François Hollande (Journées de Nantes 2012).jpg
    

ชีวิตในวัยเด็ก

ออล็องด์เกิดในเมืองรูอ็องในจังหวัดแซน-มารีตีม แคว้นโอต-นอร์ม็องดี ประเทศฝรั่งเศสเขาเกิดในครอบครัวชนชั้นกลางคาทอลิก แม่ของเขาเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ส่วนพ่อเป็นหมอหู คอ จมูกที่เคยลงสมัครเป็นผู้สมัครฝ่ายขวาจัดในการเมืองท้องถิ่น เชื่อกันว่านามสกุลออล็องด์ของเขามาจากบรรพบุรุษที่หลบหนีมาจากฮอลแลนด์ (เนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน) ในช่วงศตวรรษที่ 16 และนำชื่อประเทศมาเป็นนามสกุล

การศึกษา

ออล็องด์เข้าศึกษาที่โรงเรียนประจำแซ็งฌ็อง-บาติสต์เดอลาซาล และเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยอุดมศึกษาพาณิชยการปารีส (HEC Paris), วิทยาลัยการบริหารแห่งชาติ (École nationale d'administration) และสถาบันรัฐศึกษาปารีส (Institut d'Etudes Politiques de Paris) ออล็องด์เคยอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาในช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 1974 ขณะที่ยังเป็นนักศึกษา ออล็องด์เข้าทำงานในศาลตรวจสอบบัญชีแห่งฝรั่งเศสทันทีหลังจากจบการศึกษา
เส้นทางการเมืองช่วงต้น
ในปี ค.ศ. 1974 ขณะที่ยังเป็นนักศึกษา ออล็องด์เป็นอาสาสมัครช่วยหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสของฟร็องซัว มีแตร็อง ในอีก 5 ปีต่อมา ออล็องด์ได้เข้าร่วมกับพรรคสังคมนิยมและถูกจับตามองอย่างรวดเร็วจากฌัก อาตาลีผู้เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของมีแตร็อง ในปี ค.ศ. 1981 อาตาลีได้ให้ออล็องด์ลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตจังหวัดกอแรซแข่งขันกับประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในอนาคต ฌัก ชีรัก ออล็องด์แพ้การเลือกตั้งแก่ชีรัก เขาก้าวต่อไปโดยไปเป็นที่ปรึกษาพิเศษแก่ประธานาธิบดีคนใหม่ ฟร็องซัว มีแตร็อง หลังจากนั้นไปเป็นคณะทำงานให้กับโฆษกรัฐบาล หลังจากที่ออล็องด์ได้เป็นสมาชิกเทศบาล Ussel ในปี ค.ศ. 1983 ออล็องด์ได้ลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดกอแรซอีกครั้ง ในครั้งนี้เขาประสบความสำเร็จได้เข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฎรของฝรั่งเศส แต่ในปี ค.ศ. 1993 ออล็องด์ได้สูญเสียตำแหน่งผู้แทนราษฎรไปอีกครั้งในการเลือกตั้งที่ถูกเรียกว่า คลื่นสีฟ้า อันเนื่องมาจากการสูญเสียที่นั่งในสภาของพรรคสังคมนิยมให้แก่ฝ่ายขวาเป็นจำนวนมาก

เลขาธิการพรรคสังคมนิยม

ออล็องด์และภรรยาของเขา เซกอแลน รัวยาล ในการหาเสียงในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรปี ค.ศ. 2007
ในช่วงใกล้สิ้นสุดวาระของประธานาธิบดีฟร็องซัว มีแตร็อง พรรคสังคมนิยมเกิดความแตกแยกภายในขึ้นเนื่องจากต่างฝ่ายต่างแย่งกันเป็นผู้กำหนดทิศทางของพรรค ออล็องด์ได้ออกมาเรียกร้องความปรองดองและให้พรรครวมตัวเป็นหนึ่งภายใต้ ฌัก เดอลอร์ ประธานสหภาพยุโรป แต่เดอลอร์ปฏิเสธที่จะเป็นตัวแทนพรรคลงสมัครเป็นประธานาธิบดี ทำให้ลียอแนล ฌ็อสแป็ง กลับมาเป็นผู้นำพรรคอีกครั้ง ฌ็อสแป็งเลือกออล็องด์ให้เป็นโฆษกพรรคอย่างเป็นทางการ ต่อมาในการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรปี ค.ศ. 1997 ออล็องด์กลับไปลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกอแรซ อีกครั้งและประสบความสำเร็จในการกลับเข้าสภา ในปีเดียวกันนั้นเอง ฌ็อสแป็งได้เป็นนายกรัฐมนตรีของฝรั่งเศส และออล็องด์ได้ชนะการเลือกตั้งเป็นเลขาธิการพรรคสังคมนิยมซึ่งเขาดำรงตำแหน่งนี้อยู่ 11 ปี โดยในช่วงระยะเวลานี้ พรรคสังคมนิยมมีตำแหน่งที่แข็งแรงในรัฐบาลฝรั่งเศส ตำแหน่งเลขาธิการพรรคของออล็องด์จึงถูกเรียกในบางครั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในปี ค.ศ. 2001 ออล็องด์ได้ชนะการเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองตูลซึ่งเขามีวาระการดำรงตำแหน่งนี้ 7 ปี
ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ค.ศ. 2002 รอบแรก พรรคสังคมนิยมพ่ายแพ้แก่ผู้สมัครฝ่ายขวาจัด ฌ็อง-มารี เลอ แปน อย่างน่าตกตะลึง ทำให้ลียอแนล ฌ็อสแป็งตัดสินใจลาออก การลาออกทำให้ออล็องด์กลายเป็นเสมือนผู้นำของพรรคในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรค.ศ. 2002 ออล็องด์สามารถจำกัดความพ่ายแพ้ไว้ได้บางส่วนโดยเขายังถูกเลือกกลับมาเป็นผู้แทนราษฎรได้ในเขตของตน แต่ผู้สมัครคนอื่น ๆ ของพรรคพ่ายแพ้ไปทั่วประเทศ ก่อนการประชุมใหญ่ประจำปี ค.ศ. 2003 ของพรรคที่จัดขึ้นในเมืองดีฌง ออล็องด์สามารถทำให้ผู้มีชื่อเสียงในพรรคหลายคนหันมาสนับสนุนตนได้ เขาจึงถูกเลือกกลับมาเป็นเลขาธิการพรรคอีกครั้ง แม้ว่าจะถูกฝ่ายซ้ายในพรรคต่อต้านก็ตาม หลังการเลือกตั้งท้องถิ่นของฝรั่งเศสที่จัดขึ้นในปี ค.ศ. 2004 ที่ฝ่ายซ้ายได้รับชัยชนะ ออล็องด์ถูกอ้างถึงว่าอาจเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ แต่พรรคสังคมนิยมในช่วงนั้นถูกแบ่งเป็นสองส่วนในความเห็นเรื่องการจัดตั้งธรรมนูญยุโรป ออล็องด์ซึ่งสนับสนุนการจัดตั้งธรรมนูญจึงก่อให้เกิดความแตกร้าวภายในพรรค ในปี ค.ศ. 2005 เขายังคงรักษาตำแหน่งเลขาธิการพรรคไว้ได้ในการประชุมใหญ่ของพรรค แต่อำนาจของเขาก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ ในปี ค.ศ. 2007 ภรรยาของเขา เซกอแลน รัวยาล ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนพรรคลงสมัครชิงตำแหน่งประธานธิบดีฝรั่งเศสซึ่งเธอได้พ่ายแพ้ต่อนีกอลา ซาร์กอซี ในปีเดียวกัน ออล็องด์ถูกตำหนิอย่างหนักเนื่องจากผลอันย่ำแย่ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจำปี ค.ศ 2007 เขาจึงประกาศที่จะไม่ลงชิงตำแหน่งเลขาธิการพรรคเมื่อหมดวาระ
หลังจากที่ออล็องด์ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการ เขาได้รับเลือกให้แทนที่ฌ็อง-ปีแยร์ ดูว์ปง ในตำแหน่งประธานสภาเทศบาลกอแรซซึ่งเขายังดำรงตำแหน่งนี้ถึงปัจจุบัน ในปี ค.ศ. 2008 เขาสนับสนุนการให้รางวัลเอเตียน บาลูซ (Étienne Baluze) ซึ่งมอบให้บุคคลที่ทำคุณประโยชน์ด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยออล็องด์เป็นผู้ให้รางวัลนี้เป็นครั้งแรกในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2008 แก่นักประวัติศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ เบียทริช ปาลเมโร


ฤดูกาลในฝรั่งเศส

              ฝรั่งเศสเป็นประเทศหนาว   ในปีหนึ่งแบ่งออกเป็น  4  ฤดู   แต่ละฤดูจะกินเวลา  3 เดือน  วันเดือนที่กำหนดว่าเป็นวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดของแต่ละฤดูนั้น   จริง ๆแล้วไม่ได้หมายความว่าอากาศจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่างนั้นจริง ๆ   วันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิบางปีในบางท้องถิ่นอากาศจะหนาวมากกว่าฤดูหนาวในบางถิ่น   ฤดูทั้ง
4  ของฝรั่งเศสมีดังนี้คือ
1. ฤดูใบไม้ผลิ   ( le  printemps )  
ฤดูใบไม้ผลิเริ่มวันที่ 21   มีนาคม   สิ้นสุดวันที่  21  มิถุนายน  ในฤดูนี้อากาศจะอบอุ่นขึ้น  ต้นไม้ที่โกร๋นปราศจากใบมาตลอดเวลา 3   เดือน   ในฤดูหนาวที่หนาวเย็นจะเริ่มผลิใบ   การเปลี่ยนแปลงนี้รวดเร็วมาก  ในเวลาไม่กี่วันหลังอากาศอบอุ่นต้นไม้จะผลิใบเขียวชอุ่ม  ปลายเดือนมีนาคมและเดือนเมษายนอากาศจะไม่แน่นอน  ในช่วงนี้จึงยังคงเก็บเสื้อโค้ตไม่ได้เพราะอากาศจะหนาวเมื่อไรก็ได้   บางทีอาจจะมีฝนตกบ้าง   อากาศจะดีจริง ๆ  ในเดือนพฤษภาคม   ฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูที่สวยงาม   ฟ้าจะเป็นสีฟ้าใส  พระอาทิตย์ซึ่งไม่เคยปรากฏในฤดูหนาวเริ่มส่องแสง  ฤดูนี้ได้ชื่อว่าเป็นฤดูแห่งดอกไม้แห่งงานฉลองแห่งความรัก  ( la saison  des  fleurs, des  fêtes,  des amours )   มีงานฉลองมากมาย   เช่น พิธีรับศีลจุ่ม   พิธีแต่งงาน  ฯลฯ  สำหรับนักเรียนนักศึกษา  เดือนอากาศดีนี้หมายถึงการสอบปลายปีด้วย           แม้ว่าฤดูใบไม้ผลิจะเป็นฤดูที่ทุกคนคิดว่าเป็นฤดูที่สวยงาม   อากาศดี  แต่ก็เป็นฤดูที่อากาศไม่แน่นอน  อากาศจะเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดหมาย imprévisible   ก็ได้  แต่ฤดูใบไม้ผลิก็นับว่าเป็นฤดูที่ดีที่สุดฤดูหนึ่งของปี
2.  ฤดูร้อน  ( l’été )    
เริ่มวันที่  22  มิถุนายน  สิ้นสุดวันที่  22   กันยายน   ฤดูร้อนเป็นฤดูที่กลางวันยาวมาก   เมื่อกลางวันยาว   กลางคืนก็สั้นประมาณ  6 – 7 ชั่วโมง  กลางวันยาวในที่นี้  หมายความว่า  พระอาทิตย์ตกดินช้า  สามทุ่มหรือสี่ทุ่มยังไม่มืด  เมื่อไม่มืดก็มีความรู้สึกว่ายังไม่ถึงกลางคืน   ในประเทศสแกนดิเนเวียนนั้นในฤดูร้อน  กว่าพระอาทิตย์ตกดินหรือจะมืดก็ประมาณห้าทุ่มหรือเที่ยงคืน   กลางคืนจะยาวประมาณ  6 – 7
ชั่วโมง   ฤดูร้อนในฝรั่งเศสอากาศร้อน  ผู้คนจึงไปชายทะเล  ฤดูร้อนเป็นฤดูแห่งวันหยุด  ผู้คนเฝ้ารอฤดูนี้เพื่อจะได้ไปเที่ยวทะเล  เพื่อจะได้อาบแดด  เพื่อจะได้รับประทานผลไม้สด ๆ เช่น  สตรอเบอรี่   แต่ในฤดูร้อนผลไม้ยังไม่อร่อย   ต้องรอให้ผลไม้สุกเสียก่อน   ฤดูร้อนบางปีอากาศอาจจะไม่ดีฝนตกบ่อย ๆ  ฤดูร้อนที่อากาศไม่ดีเรียกว่า   été pourri   ความหมายก็บอกว่าไม่เพลิดเพลิน   เป็น  “ฤดูร้อนที่เน่าเสีย”   คาดว่า   “été  canicule”  หมายถึงช่วงต้นฤดูร้อนที่อากาศร้อนมาก   บางเมืองอากาศจะร้อนมาก  อุณหภูมิที่สูงสุดในฤดูร้อนในฝรั่งเศสประมาณ  30 องศาเซลเซียส  ซึ่งร้อนมากสำหรับประเทศหนาว  ทำให้คนอยากไป   vacances   โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองใหญ่อย่างปารีส
3.  ฤดูใบไม้ร่วง   ( l’automne )  
 ฤดูใบไม้ร่วงเริ่มต้นวันที่  23  กันยายน   สิ้นสุดวันที่  21   ธันวาคม   อากาศที่สดใส   แดดจ้าในฤดูร้อนเริ่มเปลี่ยน   ท้องฟ้าสีเทา  ลมแรง   ใบไม้เริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีเหลือง   กลางวันสั้นมากขึ้น   กลางคืนยาวขึ้น   ใบไม้สีเหลือง   แห้งและร่วง   ฤดูใบไม้ร่วงก็เหมือนฤดูอื่น ๆ  คือ อาจจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศดี   หรือฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศไม่ดี   คือ   ฝนอาจจะตกบ่อย   ตอนต้นฤดูอากาศมักจะดี   ตอนปลายฤดู  คือ   เดือนพฤศจิกายนอากาศจะไม่ดี   ท้องฟ้าเป็นสีเทาและมืดครึ้ม   ตอนที่ใบไม้ร่วง   ต้นไม้โกร๋นเป็นตอนที่เศร้า   แต่ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่สวยฤดูหนึ่ง   เพราะใบไม้ที่เปลี่ยนสีทำให้ฟ้าสวยงามหาที่เปรียบไม่ได้   ป่าไม้ในฤดูใบไม้ร่วง  ( ตอนต้นและตอนกลางฤดู )   จะใช้คำขยายว่า  coloré   ซึ่งหมายถึงระบายด้วยสีประดับด้วยสี  ( อันสวยงาม )   “ศิลปินมักจะให้ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่สวยที่สุด   เนื่องจากสีใบไม้ที่เปลี่ยนสีแตกต่างกันมากมายหลายสี   ซึ่งธรรมชาติเท่านั้นจะทำได้            ทางใต้ของฝรั่งเศสอากาศจะไม่หนาว   แต่มีลมแรง  ( mistral )  ทางใต้จึงปลูกต้นไม้ที่สู้ลมได้   เช่น  ต้นมะกอก  ( olivier )    ต้นโอ๊ค  ( chêne  vert )    และต้นไม้ที่มีรากยาว ๆ  เช่น   องุ่น            ฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูที่ดีที่สุดของคนบางกลุ่ม   คนฝรั่งเศสจำนวนหนึ่งที่ชอบล่าสัตว์จะถือปืนออกล่าสัตว์   ฤดูนี้เป็นช่วงที่คนในประเทศหนาวสามารถอยู่กลางแจ้งได้ก่อนที่ความหนาวจะคลืบคลานเข้ามาถึง
4.  ฤดูหนาว   ( l’hiver )  
  เริ่มวันที่  22  ธันวาคม   สิ้นสุดวันที่  20  มีนาคม   ปลายฤดูใบไม้ร่วง   กลางวันสั้นมากขึ้น   ท้องฟ้ามืดครึ้ม   ฤดูหนาวในประเทศหนาวหรือประเทศฝรั่งเศสคือ  ความหนาว   ฝนและหิมะ   แต่ฤดูหนาวก็เหมือนฤดูอื่น ๆ  คือ   เป็นฤดูที่คนบางกลุ่มเฝ้ารอ   นั่นคือผู้ที่ชอบกีฬาฤดูหนาวและผู้ทำธุรกิจเกี่ยวกับกีฬาฤดูหนาว   เมืองที่อยู่บริเวณภูเขาและเป็นสถานีสกี   ( Stations  de  ski )   จะคึกคักและมีชีวิตชีวา            ฤดูหนาวเป็นฤดูแห่ง   “sports  d’hiver”   ครอบครัวหรือโรงเรียนจะพาลูก ๆ  และเด็ก ๆ  ไปเล่นสกีบนภูเขาในช่วง   vacances  de  neige   ผู้เดินทางในการขับรถที่อยู่ในเขตภูเขาที่มีหิมะตกจะต้องมี   pneus  à  clous   หรือ   roués  avec  chaine     ซึ่งเป็นยางรถที่ใช้บนถนนที่ลื่นด้วย  vergla  ( ฝนปนหิมะ )    gel  ( น้ำที่แข็งตัว )    และ   dégel  ( น้ำแข็งที่ละลายแล้ว )   นอกจากเจ้าของรถจะต้องเตรียมรถของตนให้พร้อมที่จะแล่นไปบนถนนที่อันตรายแล้ว   ทางราชการก็เตรียม  chasse – neiges  ( รถกวาดหิมะ )   เพื่อเปิดทางหากหิมะตกมาก ๆ  บนทางหลวงก็จะมีกระสอบทรายและกระสอบเกลือวางไว้ประจำ            ฤดูหนาวเป็นฤดูแห่งงานฉลอง   จะเห็นว่ามีเทศกาลหลายเทศกาลในฤดูนี้   เช่น   Fête  de  Saint – Nicolas,  Noël,  Nouvel  An,  Fête  des  Rois,  Carnavalนอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอากาศปานกลาง   ( le  climat  doux   et   tempéré )   ของยุโรปแล้ว   อากาศในฝรั่งเศสยังแตกต่างกันตามลักษณะภูมิประเทศ   และลักษณะที่เด่นคือ   ความไม่แน่นอน   อากาศแต่ละฤดูไม่เหมือนกัน และฤดูเดียวกันในแต่ละปีก็ไม่เหมือนกัน

ผู้ชนะ Tour de France ในปี 2012

       





                   Andy Schlec kนักจักรยานจาก Luxemberg ซึ่งได้ตำแหน่งรองชนะเลิศโอเวอร์ออลใน Tour de France ปี 2010 โดยผู้ครองตำแหน่งชนะเลิศคือ Alberto Contador แต่ภายหลังถูกสั่งห้ามเข้าแข่งขันและถือว่าชัยชนะครั้งนั้นเป็นโมฆะด้วยข้อหาใช้สารกระตุ้น Clenbuterol(เคลนบูเทรอลหรือสารเร่งเนื้อแดงปนเปื้อนในเนื้อวัวที่ Contador รับประทาน) โดยเมื่อต้นปีนี้ Andy Schleckได้กล่าวกับสื่อในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า “ถ้าผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ชนะโอเวอร์ออลของ Tour de France ปี2010 ผมคงไม่ดีใจเท่าไรหรอกครับ ผมได้สู้กับ Contador ในการแข่งนั้นแล้วและผมก็แพ้ไปแล้ว เป้าหมายของผมคือต้องชนะ Tour de France ด้วยการแข่งขัน และต้องเป็นที่หนึ่งจากการสู้กันในสนามครับไม่ใช่ในศาล การได้ชัยชนะในปีนี้ต่างหากผมถึงจะถือว่าเป็นชัยชนะครั้งแรกใน Tour de France”
บัดนี้ประธานกรรมการจัดการแข่งขันTour de France คือ Christian Prudhomme ได้ประกาศชัดแล้วว่าเขาจะจัดพิธีมอบตำแหน่งผู้ชนะอย่างเป็นทางการให้กับ Andy Schleck สำหรับTour de France ปี 2010 ซึ่ง Prudhomme ได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์ Le Soir (เลอ ซัวร์)ของเบลเยียมว่า “เราต้องประกาศให้โลกรู้ แม้เราจะรู้กันว่า Andy Schleck ไม่ได้ชนะจากการแข่งในสนามแข่งขันก็ตามครับ” สำหรับรายละเอียดของพิธีรับตำแหน่งแชมป์ของ Andy Schleck

Le Tour de France  

               หรือบางครั้งเรียกว่า  La Grande Boucle  และ  Le Tour  เป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลรอบประเทศฝรั่งเศส  ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา  3  สัปดาห์  ในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี  เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่  ค.ศ. 1903  จนถึงปัจจุบัน ( เว้นการจัดแข่งขันในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง )  Le Tour de France  เป็นการแข่งขันจักรยานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก  เป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลหนึ่งในสามรายการใหญ่ที่จัดแข่งขันในยุโรป  รวมแรกว่า  แกรนด์ทัวร์  โดยอีกสองรายการคือ
- Giro d'Italia  จัดในอิตาลี ช่วงเดือนพฤษภาคม - ต้นเดือนมิถุนายน
- Vuelta a Espana  จัดในสเปนช่วงเดือนกันยายน
                การแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี  ค.ศ. 1903  เกิดขึ้นเนื่องจากการท้าทายกันทางหน้าหนังสือพิมพ์ของฝรั่งเศสชื่อ  L'Auto  มีนักแข่งเข้าร่วมถึงจำนวน  60  คน  แต่สามารถเข้าเส้นชัยได้เพียง  21  คน  ซึ่งกิตติศัพท์ความยากลำบากในการแข่งขัน  ทำให้การแข่งขันนี้เป็นที่สนใจ  และมีผู้ชมการแข่งขันช่วงสุดท้ายในกรุงปารีส  ตามสองฟากถนนระหว่างทางราว  100,000  คน  และกลายเป็นประเพณี  การแข่งขันทุกครั้งจะไปสิ้นสุดที่ประตูชัย  จตุรัสเดอเลตวล  ปารีส
               ในปี  ค.ศ.  1910  เริ่มมีการจัดเส้นทางการแข่งขันเข้าไปในเขตเทือกเขาแอลป์  ปัจจุบันเส้นทางการแข่งขันจะผ่านทั้งเทือกเขาแอลป์  ทางตะวัน  และเทือกเขาพีเรนีสทางตอนใต้ของฝรั่งเศส  การแข่งขันจะแบ่งเป็นช่วงเพื่อเก็บคะแนนสะสม  ผู้ชนะในแต่ละช่วงจะได้รับเสื้อ เพื่อสวมใสในวันต่อไป  โดยมีสีที่เฉพาะสำหรับผู้ชนะในแต่ประเภท  คือ
- สีเหลือง  ( maillot jaune )  สำหรับผู้มีคะแนนรวมสูงสุด
- สีเขียว  ( maillot vert )  สำหรับผู้ชนะในแต่ละสเตจ
- สีขาวลายจุดสีแดง  ( maillot à pois rouges )  สำหรับผู้ชนะในเขตภูเขา  ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า  จ้าวภูเขา  King of the Mountains
- สีขาว  ( maillot blanc )  สำหรับผู้ที่มีคะแนนรวมสูงสุดที่อายุต่ำกว่า  25   ปี
- สีรุ้ง  ( maillot arc-en-ciel )  สำหรับผู้ชนะการแข่งขันจักรยานชิงแชมป์โลก  ซึ่งมีกฏว่าจะต้องใส่เสื้อนี้เมื่อแข่งขันในประเภทเดียวกับที่ผู้แข่งนั้นเป็นแชมป์โลกอยู่
- เสื้อแบบพิเศษ  สำหรับผู้มีคะแนนรวมสูงสุด  และชนะการแข่งขันช่วงย่อย  และจ้าวภูเขา





วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555


Antoine de Saint-Exupéry



born
June 29, 1900 in Lyon, France

died
July 31, 1944

gender
male

website

genre


About this author

Antoine de Saint-Exupéry was born in Lyons on June 29, 1900. He flew for the first time at the age of twelve, at the Ambérieu airfield, and it was then that he became determined to be a pilot. He kept that ambition even after moving to a school in Switzerland and while spending summer vacations at the family's château at Saint-Maurice-de-Rémens, in eastern France. (The house at Saint-Maurice appears again and again in Saint-Exupéry's writing.)

Later, in Paris, he failed the entrance exams for the French naval academy and, instead, enrolled at the prestigious art school l'Ecole des Beaux-Arts. In 1921 Saint-Exupéry began serving in the military, and was stationed in Strasbourg. There he learned to be a pilot, and his career path was foreve

                                                                    Antoine de Saint-Exupéry

วันนี้เมื่อปีที่แล้ว หากใครได้เปิด Google ของทางฝั่ง USA แล้วละก็ จะเห็นโลโก้พิเศษรูปที่คุ้นตาสุดแสนน่ารัก กับโลโก้ฉลองวันเกิดครบรอบ 110 ปี  Antoine de Saint-Exupéry ผู้เขียนนวนิยายอันโด่งดัง “เจ้าชายน้อย -Le Petit Prince” แต่ในวันนี้ Antoine de Saint-Exupéry ได้มีวันเกิดครบรอบ 111 ปี
Antoine de Saint – Exupéry เป็นที่รู้จักกันดีในวงการนวนิยายสั้น เพราะเขาเป็นผู้แต่งนวนิยาย “เจ้าชายน้อย”  Antoine เกิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 1900 และเสียชีวิตในปี 1944 เขาอยู่ในกองทัพอากาศฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้ง 2 ในปี 1944 และเขาหายสาบสูญไปในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
เจ้าชายน้อย หนังสือเล่มเล็กที่แฝงไปด้วยปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ เป็นดังเครื่องบรรเทาความบอบช้ำของผู้ใหญ่คนนี้ และเป็นดังความหวังอันเรืองรองท่ามกลางห้วงมืด แห่งสงครามของผู้คนในเวลานั้น และต่อมาโลกก็ประจักษ์ว่า “เจ้าชายน้อย” เป็นสิ่งที่ “ดีเยี่ยม” อีกสิ่งหนึ่ง ในบรรดาสิ่ง “ดีเยี่ยม” ทั้งหลาย ที่มักผุดโผล่ภายใต้แรงกดดัน เป็นการกำเนิดขึ้นเพื่อจรรโลงโลกให้คืนสู่สมดุลอีกครั้งหนึ่ง

                                  Antoine de Saint-Exupéry
 เป็นนักเขียนและนักบินชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1900มีงานเขียนเป็นจำนวนมากในภาษาฝรั่งเศส ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเจ้าชายน้อย อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรีหายสาบสูญขณะบินลาดตระเวนอยู่เหนือน่านฟ้าแอฟริกาเหนือเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1944
ในปี ค.ศ. 1998 ชาวประมงชื่อ ฌ็อง-โกลด บีย็องโก ชาวฝรั่งเศสได้พบชิ้นส่วนที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นสร้อยข้อมือของแซ็งแตกซูว์เปรี ขณะจับปลาอยู่ทางตอนใต้ของเมืองมาร์แซย์ ในปี ค.ศ. 2000 นักประดาน้ำชื่อ ลุก ว็องแรล ได้พบซากของเครื่องบิน P-38 Lightning ซึ่งทางการฝรั่งเศสได้กู้ขึ้นมา และยืนยันว่าเป็นเครื่องบินลำที่แซ็งแตกซูว์เปรีเป็นนักบิน 
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2008 นักบินขับไล่ชาวเยอรมันชื่อ Horst Rippert วัย 88 ปี ได้ออกมายืนยันว่า เขาเป็นนักบินที่ทำการลาดตระเวนในบริเวณที่พบซากเครื่องของแซ็งแตกซูว์เปรี ในคืนวันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 และเป็นผู้ยิงเครื่อง P-38 Lightning ตกในคืนนั้น เขากล่าวว่าเขาเป็นแฟนหนังสือของแซ็งแตกซูว์เปรี และทราบในภายหลังสงครามว่าอาจจะเป็นผู้ยิงเครื่องบินของแซ็งแตกซูว์เปรีตก

            

พี่น้อง Lumiere กับการประดิษฐ์กล้อง Cinematographe


Louis และ Auguste สองพี่น้อง Lumiere ในประเทศฝรั่งเศส ทั้งสองถูกเรียกขานว่าเป็นบิดาแห่งภาพยนตร์ยุคใหม่ พวกเขาทำงานในโรงงานที่เกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ในการถ่ายภาพนิ่งในเมืองลียง(Lyon) ทั้งสองได้รับแรงบันดาลใจจากการทำงานของ เอดิสัน พวกเขาประดิษฐ์เครื่องถ่ายภาพยนตร์และเครื่องฉายที่รวมอยู่ในเครื่องเดียวกัน และยังสามารถเคลื่อนย้ายถือหิ้วได้และยังมีน้ำหนักเบา แถมยังฉายให้ผู้ชมดูได้ครั้งละจำนวนมากๆ 



สิ่งที่พวกเขาประดิษฐ์ถูกเรียกว่า Cinematographe และได้รับการจดสิทธิบัตร ในเดือนกุมภาพันธ์ 1895 การที่อุปกรณ์ของเขาทำได้หลายอย่างนั้น (เป็นทั้งกล้องถ่าย เครื่องฉาย และเครื่องพิมพ์) มีประโยชน์อย่างมากที่ทำให้ผู้ชมมากกว่าหนึ่งคนสามารถรับชมได้พร้อมๆกันในจอใหญ่ได้ โดยพวกเขาใช้ฟิล์ม 35 มม มีความเร็ว 16 เฟรมต่อวินาที ซึ่งเป็นมาตรฐานในช่วงเวลานั้นก่อนการเข้ามาถึงของภาพยนตร์เสียง ซึ่งเข้ามาในช่วงปลายทศวรรษ 1920 ทำให้ 24 เฟรมต่อวินาทีกลายเป็นค่ามาตรฐานของภาพยนตร์เสียงตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา



การทดลองพิสูจน์เครื่องฉายและกล้องถ่ายที่เรียกว่า Cinematographe ต่อหน้าสาธารณชนครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 1895 ในห้องใต้ดินของพวกเขา ซึ่งพวกเขามีความตื่นเต้นไปอย่างมากในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรก ซึ่งมีชื่อว่า Workers Leaving the Lumiere Factory (La Sortie des Ouviers de L'Usine Lumiere a Lyon) แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องแรกนี้มันจะประกอบไปด้วยภาพภายนอกของโรงงานเท่านั้น ซึ่งมีคนงานกำลังออกมาทางประตูจากโรงงานLumiereเอง เพื่อแยกย้ายกลับบ้านในเวลาเลิกงาน



ด้วยการรับรู้ของคนทั่วไป ภาพยนตร์(Cinema ถูกดัดแปลงมาจากคำว่า Cinematographe ) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 1895 ณ เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยพี่น้อง Lumiere ได้จัดฉายภาพยนตร์ขึ้นเพื่อการค้า(เก็บค่าเข้าชม)ต่อหน้าสาธารณชนในโรงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกของโลกขึ้นที่ Grand Cafe ในเมืองปารีส และนั่นถือเป็นการกำเนิดภาพยนตร์โดยแท้จริง นับแต่เครื่อง Cinematographe ถูกพัฒนาจนสามารถกลายเป็นเครื่องฉายได้(ไม่ใช่แค่การทดลอง) และสามารถซื้อขายได้เป็นครั้งแรกอีกด้วย



โปรแกรมการฉาย 20 นาทีของพวกเขาในแต่ละวัน ประกอบไปด้วย ภาพยนตร์สั้น 10 เรื่อง ซึ่งวนฉายเป็นจำนวน 20 ครั้งต่อวัน โดยภาพยนตร์เหล่านั้นจะเป็นข้อเท็จจริงสั้นๆ (สารคดีขนาดเล็ก) ซึ่งเป็นเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน(Home Video) ดังรายชื่อด้านล่างนี้

1. La Sortie des Ouviers de L'Usine Lumière à Lyon (1895) (Workers Leaving the Lumiere Factory) (46 seconds) 



2. La Voltige (1895) (Horse Trick Riders) (46 seconds)



3. La Pêche aux Poissons Rouges (1895) (Fishing for Goldfish) (42 seconds)



4. Le Débarquement du Congrès de Photographie à Lyon (1895) (The Disembarkment of the Congress of Photographers in Lyon) (48 seconds)



5. Les Forgerons (1895) (Blacksmiths) (49 seconds)



6. Le Jardinier (l'Arroseur Arrosé) (The Gardener or The Sprinkler Sprinkled) (1895) (49 seconds)



7. Le Repas (de Bébé) (1895) (Baby's Meal) (41 seconds)



8. Le Saut à la Couverture (1895) (Jumping onto the Blanket) (41 seconds)



9. La Place des Cordeliers à Lyon (1895) (Cordeliers Square in Lyon) (44 seconds)



10. La Mer (Baignade en Mer) (1895) (Bathing in the Sea) (38 seconds)



ในสิบเรื่องสั้นข้างต้นนั้นมีอยู่หนึ่งเรื่องที่ถือว่าเป็นภาพยนตร์ตลกที่มีชื่อเสียงเรื่องแรกของโลกนั่นคือ (#6) คนสวนกับสายยางฉีดน้ำ The Sprinkler Sprinkled, Waterer and Watered หรือจะเป็น L'Arrouseur Arrose เป็นเรื่องสั้นที่เกี่ยวกับพนักงานโรงงาน (#1 กล่าวไปในย่อหน้าบน) หรือจะเป็นซีเควนเกี่ยวกับคนขับรถลากม้าที่วิ่งเข้ามาหากล้อง (#9) และเรื่องสั้นของการป้อนอาหารเด็กทารก (#7) 

แต่ภาพยนตร์ที่ทำให้ตระกูล Lumiere ถูกจดจำได้มากที่สุดก็คือ เรื่องสั้นระยะเวลา 50 วินาที เรื่อง Arrivee d'un train en gare a La Ciotat (1895) (Arrival of a Train at La Ciotat) ซึ่งถูกรายงานว่ามันทำให้ผู้ชมเกิดอาการตกใจจนอกสั่นขวัญแขวนจนถึงขั้นลุกกระโจนออกจากที่นั่งเพราะคิดว่ารถไฟจะวิ่งเข้าชนพวกเขา และจนถึงปี 1898 บริษัท Lumiere ก็ได้ผลิตภาพยนตร์เป็นจำนวนมากกว่า 1 พันเรื่อง



การพัฒนาอื่นๆของเครื่องฉายภาพยนตร์
1. สองพี่น้องในเบอร์ลินประเทศเยอรมัน คือ Emil และ Max Skladanowsky ได้ประดิษฐ์เครื่องฉายภาพยนตร์เป็นของตนเองในเดือน พฤศจิกายน 1895

2. ปี 1895 นักประดิษฐ์ชาวอเมริกันนาม Major Woodville Latham พัฒนาเครื่องฉายภาพยนตร์ชื่อ Eidoloscope(เครื่องฉาย Panoptikon) แต่กลับไม่ได้รับความนิยม แต่ก็นำไปแสดงเมื่อวันที่ 21 เมษายน 1895 ซึ่งถือเป็นการจัดงานแสดงเกี่ยวกับภาพยนตร์ครั้งแรกๆ ของโลก

3. นักประดิษฐ์อเมริกัน Thomas Armat และ Charles Francis Jenkins ได้พัฒนาเครื่อง Phantascope ในปี 1893 จนสามารถฉายภาพยนตร์ได้ ในเดือนกันยายน-ตุลาคม 1895 พวกเขาได้เปิดตัวเครื่องฉายที่งานแสดงในแอตแลนต้า และจดทะเบียนสิทธิบัตร

4. ในลอนดอน เดือนมกราคม 1896 Birt Acres ได้พัฒนาเครื่องฉายภาพยนตร์ที่เรียกว่า Kinetic Lantern

5. ในปีเดียวกัน ชาวอังกฤษนาม Robert William Paul ได้สร้างเครื่องฉายที่ได้รับความนิยมชื่อว่า Theatrograph เขาจึงกลายเป็นผู้บุกเบิกการผลิตภาพยนตร์ในสหราชอาณาจักร 

ในปี 1896 บริษัทของเอดิสัน ได้ซื้อเครื่องฉายภาพยนตร์ที่ผลิตโดย Thomas Armat เข้ามา( ชื่อดั้งเดิมคือ Phantascope) และตั้งชื่อขึ้นมาใหม่ว่า Vitascope ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นสุดท้ายของบริษัทเอดิสัน โดย Vitascope เป็นเครื่องฉายภาพยนตร์ทางการค้าเรื่องแรกที่ปะสบความสำเร็จในสหรัฐฯ โดยวันที่ 23 เมษายน 1896 โทมัส เอดิสัน ได้ใช้เครื่อง Vitascope เปิดฉายให้สาธารณชนเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯโดยเก็บค่าเข้าชม โดยจัดฉายขึ้นในโรงมหรสพแสดงดนตรี ในนิวยอร์ค ผู้ชมได้เพลิดเพลินจากการแสดงบัลเล่ต์ที่ฉายโดย Vitascope ผสมกับการแสดงประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาพยนตร์ แต่ Vitascope นั่นจัดฉายในเมืองนิวยอร์คเพียงที่เดียวเท่านั้น ทำให้ไม่ได้รับแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางมากนัก



บริษัท Pathé-Frères ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1896 ในปารีส โดย Charles และ Emile Pathè โดยทศวรรษต่อมา บริษัทนี้ก็ได้กลายเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีอัตราส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของภาพยนตร์ที่ฉายในสหรัฐเป็นของบริษัทนี้ทั้งหมด 

โดยปี 1897 ฟิล์มขนาด 35 มม.กลายเป็นค่ามาตรฐานที่นิยมในขณะนั้น แม้ว่าบริษัท American Mutoscope หรือบริษัทอื่นๆ ยังคงใช้ค่ามาตรฐานอื่นๆ ก็ตาม แต่สุดท้ายในปี 1909 ฟิล์มขนาด 35 มม. ได้ถูกใช้เป็นค่ามาตรฐานในระดับนานาชาติ

การพัฒนาของภาพยนตร์อื่นๆที่น่าจดจำ


- The Corbett-Fitzsimmons Fight (1897) เป็นภาพยนตร์การแข่งขันชกมวย มีความยาวถึง 100 นาที (ยาวที่สุดในขณะนั้น) จัดแสดงโดยบริษัท Veriscope Company ฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1897 ณ สถาบันการดนตรี ในนิวยอร์ค มันถูกพิจารณาว่าเป็นภาพยนตร์ยาวเรื่องแรกของโลก ซึ่งประกอบไปด้วย 14 ยก ยกละ 3 นาที บวกด้วยการแนะนำตัวก่อนขึ้นชก 5 นาที และก็ไม่หยุดถ่ายแม้กระทั่งขณะพัก 1 นาที ในแต่ละยก 

- หนึ่งในโครงการแรกเริ่มของบริษัทเอดิสันที่ได้ทำ(ประมาณ ค.ศ. 1897) นั่นคือภาพยนตร์โฆษณาที่ชื่อว่า Admiral Cigarette (1897) เพื่อโฆษณารณรงค์ให้คนหันมาสูบบุหรี่ มีความยาว 28 วินาทีและถือเป็นต้นแบบการค้าของบริษัท Admiral Cigarette ภาพยนตร์ชิ้นนี้ได้รับการจดลิขสิทธิ์ในวันที่ 5 สิงหาคม 1897



Louis Lumière

Louis Lumière




AKA Louis Jean Lumière
Born: 5-Oct-1864
Birthplace: Besancon, France
Died: 6-Jun-1948
Location of death: Bandol, France
Cause of death: unspecified
Remains: Buried, Cimètiere de la Guillotière, Lyon, France
Gender: Male
Race or Ethnicity: White
Sexual orientation: Straight
Occupation: Inventor
Nationality: France
Executive summary: Inventor of motion pictures
His father, Antoine Lumière (1840-1911), was a painter of portraits who had a studio in Besançon, and added the relatively new technique called photography to his services in 1861. At this shop in 1882 Louis Lumière and his brother Auguste developed a new apparatus for the mechanized production of photographic gelatin dry-plates, which had been introduced several years earlier, eliminating the need for plates to be stored in a darkroom before and after exposure. The Lumières' method of mass-producing these dry-plates made the hobby and profession of picture-taking far more convenient, and transformed the brothers' business from a struggling shop into a minor industrial concern. By 1900 Lumière & Sons was one of Europe's largest photographic firms.
In 1894, their father returned from a trip to America excited about a new technology he had seen demonstrated,Thomas Edison's kinetoscope, and the elder Lumière's impassioned description of the device inspired his sons' imagination. Kinetoscopes, however, could only be viewed by one person at a time, by peering through a peephole into a mechanized box. Louis Lumière envisioned something different -- a projected image that could be shared by an audience, in the same way that audiences share a play. With his brother's assistance, Lumière designed the Cinematograph, a self-contained camera and projector which used a clawed-gear to advance sprocketed film, a principle used in movie cameras and projectors for more than a century since. The machine was constructed by their colleague, engineer Charles Moisson, and was lightweight enough to be effectively portable, allowing the capture of motion at almost any location.
The Cinematograph was patented in both brothers' names on 13 February 1895, though Auguste Lumière generally conceded that his brother was its primary inventor. It was the first apparatus for making and showing films to audiences in a way that would be recognizable today as "going to the movies", and the Lumière brothers are often credited as inventors of the motion picture. They presented the first public screening of a movie, La Sortie des Usines Lumière (Workers Leaving the Lumière Factory), at the Société d'Encouragement de l'Industrie Nationale in Paris on 22 March 1895. Nine months later, on 28 December 1895, they held the first motion picture exhibition for a paying audience, presenting a twenty-minute program of ten of their short films (though the adjective "short" was not yet applicable) in a rented room at the Grand Cafe on Boulevard des Capucines in Paris. According to legend, when a clip of a train advancing toward the camera and crowd was projected on the screen, men screamed, women fainted, and much of the audience ran toward the back of the auditorium.
The Lumières, however, saw motion pictures more as a curiosity than a business venture, and they withdrew from motion picture production in about 1901, as other technology soon superseded the Cinematograph. They continued in the photography business with great success, however, introducing the popular Autochrome system of color photography in 1904, and the Lumière brand remained a stalwart of European photography for decades. After Auguste Lumière stepped away from the business in 1910, Louis Lumière introduced a stereoscopic photography system in 1920, and a three-dimensional motion picture system in 1930. In a fitting coincidence, their surname, Lumière, translates to English as the word "light".
Father: Claude Antoine Lumière (artist/photographer, b. 13-Mar-1840, d. 15-Apr-1911)
Mother: Jeanne Joséphine Costille Lumière (b. 29-Jul-1841, m. 1861, d. 20-Dec-1915)
Brother: Auguste Marie Nicolas Lumière b. 19-Oct-1862 Besancon, France, d. 10-Apr-1954 Lyon, France
Sister: Jeanne Claudine Odette Lumière Koehler (b. 2-Apr-1870, d. 24-Oct-1926)
Sister: Juliette Lumière Winckler Gélibert (b. 30-Sep-1873, d. 25-Jan-1924)
Sister: Francine Lumière Winckler ("France", b. 18-Sep-1882, d. 3-May-1924)
Brother: Edouard Lumière (b. 18-Nov-1884, d. 17-Apr-1917 World War I)
Wife: Jeanne Rose Léonie Winckler Lumière (b. 3-Oct-1868, m. 2-Feb-1893, d. 21-Oct-1925, three children)
Daughter: Marguerite Jeanne Suzanne Lumière Trarieux (b. 15-Sep-1894, d. 24-Dec-1973)
Son: Jean Lumière (b. 1898, d. 1898 stillborn)
Daughter: Albertine Louise Yvonne Lumière (b. 28-Apr-1907, d. 4-Apr-1993)
    High School: La Martinière Technical High School, Lyon, France (1880)
    French Academy of Sciences 1919
    French Legion of Honor
    Hollywood Walk of Fame 1529 Vine Street (motion pictures)
    Royal Photographic Society
    French Ancestry
    Asteroid Namesake 775 Lumière (named for both brothers)